วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ประชาธิปัตย์แถลงนโยบายใหม่พรรค

....................
ปชป.แถลงนโยบายใหม่พรรค
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สัญญาจะผลักดันนโยบายหลักของพรรคภายใต้คำขวัญ “ประชาชนต้องมาก่อน”
นายอภิสิทธิ์ ให้คำมั่นในระหว่างการประชุมประจำปีของพรรคว่า จะช่วยฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยด้วยการรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมแนะให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไปเข้าคูหาใช้สิทธิ์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็จะส่งผู้สมัครลงแข่งขันด้วย ทั้งนี้หัวหน้าพรรคกล่าวอีกว่า ทางกองทัพที่กระทำรัฐประหารโค่นล้มอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงเวลากลับเข้ากรมกองแล้ว หลังประเทศไทยได้ระบอบประชาธิปไตยคืนมาอีกครั้ง

นายอภิสิทธิ์แถลงว่า ตนเองไม่คิดว่าภาคเอกชนต้องช่วยเหลือคนจน แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศไม่มีทางดีขึ้น ถ้าไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นอย่างแรกนอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์สัญญาด้วยว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เพื่อให้คนจนมีรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรที่ผลิตพืชผลทางการเกษตรเลี้ยงโลก
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลที่ต้องจัดทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบทซึ่งประสบปัญหาความยากจนทั่วทั้งประเทศ คนจนต้องมีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ให้มากที่สุดจากโครงการลงทุนที่คุ้มค่าและมีให้เลือกหลากหลาย ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาโครงการชลประธานให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรในพื้นที่ทุรกันดารให้กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการต้องได้รับการสนับสนุนให้เข้มแข็ง

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ควรมีมาตรการจำกัดการขนส่งที่มีต้นทุนสูงภายในประเทศ เช่น การขนส่งสินค้าจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ควรสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง เช่นท่าเรือบริเวณทะเลอันดามันสำหรับภาคใต้และระบบรถไฟคู่ขนานสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตนเองจะผลักดันโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และโครงการเพื่อพัฒนาการศึกษา นอกจากนั้นยังให้ความเห็นอีกว่าว่าประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประทศ โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องหยุดการทำร้ายกันและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
การเลือกตั้งทั่วไปคาดว่าจะมีขึ้นในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
………………………………………

Thailand’s Oldest Party Announces New Policy Platform

BANGKOK, July 21 Democrat Party leader Abhisit Vejjajiva pledged Saturday to push forward several major party policies under a ‘‘People Come First‘‘ platform.

During the annual party caucus, Mr. Abhisit pledged to help restore democratic rule by endorsing the newly-drafted constitution and urging eligible voters to go to the polls which his Democrat Party will contest. The military, which had staged last year's coup to oust former prime minister Thaksin Shinawatra, are bound to return to their barracks after democratic rule has returned to the country, the Democrat leader said.

Mr. Abhisit said he did not believe the private sector should necessarily take care of the poor, but said the national economy will not improve unless the people's economy and well-being have been restored in the first place.

In addition, Mr. Abhisit vowed to push for economic recovery so that the poor earn higher income, especially the farmers who have been feeding the world with their farm products and food.

Rural, poverty-stricken areas throughout the country should top government priorities for economic restoration projects, he said. The impoverished people should be entitled to optimum benefits from varied, cost-effective investment schemes while irrigation projects should be developed to cover wider farmland in remote areas than today and industries and service businesses should be strengthened.

Thailand's high logistics costs involving the transport of goods should be substantially reduced, he said. For instance, goods from the northeastern and southern regions of the country should have direct access to export markets, such as an Andaman Sea port for the South and a double railroad system for the Northeast. The Democrat leader said he will push for human resources and educational development projects and see to it that people in all parts of the country, especially those in the southernmost provinces, stop from harming one another and begin to co-exist in peace.

The general election is expected to be held in December this year.

การแปลและการเซ็นเซอร์ในยุโรป

Translation and Censorship in European Environments
การแปลและการเซ็นเซอร์ในยุโรป
Antonia Keratsa เขียน ชำนาญ ยานะ เรียบเรียง
Translation Journal Volume 9, No. 3 July 2005

บทความชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการแปลภายใต้ระบบการเซ็นเซอร์ เป็นการสำรวจกลไกการจัดการกับต้นฉบับ ทั้งดัดแปลงบิดเบือนหรือกำจัดเนื้อหาต้นฉบับ เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ของยุโรป การเซ็นเซอร์งานแปลถูกนำมาอ้างว่าเป็นเครื่องมือในการปกป้องวัฒนธรรมของชาติจากอิทธิพลต่างชาติ ขณะเดียวกันก็เชิดชูอุดมการณ์ชาตินิยมของชนชั้นนำในประเทศนั้น เนื้อหาในบทความนี้มุ่งสำรวจและตรวจสอบอุตสาหกรรมการแปลในสามประเทศได้แก่

1. อิตาลีภายใต้ระบอบฟาสซิสต์
2. เยอรมันภายใต้ระบอบนาซี
3. สเปนภายใต้การนำของนายพลฟรังโก
………………………………

1. การแปลและการเซ็นเซอร์ในอิตาลีใต้ระบอบฟาสซิสต์
Translation and Censorship in Fascist Italy

รัฐบาลอิตาลีของนายกรัฐมนตรี เบนิโต มุสโสลินี ต้องการให้ประชาชนหลงใหลระบอบการปกครองแบบฟาสซิสต์ เพื่อนำไปสู่การสถาปนาอุดมการณ์ฟาสซิสต์ให้มั่นคงในสังคมอิตาลี มุสโสลินีต้องการให้ประชาชนเชื่อว่า ตนเองกำลังนำพาประเทศไปพบกับความสำเร็จ สู่ความมีอารยธรรมที่รุ่งเรือง และเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ รัฐบาลมุสโสลินีต้องการปกป้องตนเองจากคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับพฤติกรรมเผด็จการ ดังนั้นรัฐบาลจึงควบคุมการสื่อสารทุกประเภทเช่น วิทยุ ภาพยนตร์ โรงภาพยนตร์ สำนักพิมพ์และหนังสือ


ช่วงทศวรรษที่ 1920 ยังไม่มีการเซ็นเซอร์จากส่วนกลาง ไม่มีการแยกวรรณกรรมอิตาเลียนจากวรรณกรรมต่างประเทศ กฎเกณฑ์ควบคุมการแปลยังไม่มีบัญญัติ ช่วงทศวรรษที่ 1930 อิตาลีตีพิมพ์งานแปลมากกว่าประเทศใดๆในยุโรป ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานจากอังกฤษและอเมริกา ต่อมารัฐบาลไม่ต้องการให้อิตาลีรับอิทธิพลจากต่างชาติมากเกินไป เพราะนั่นสะท้อนถึงความล้มเหลวของการปฏิวัติชาติสู่ระบอบฟาสซิสต์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมออกกฎหมายควบคุมงานแปล

สำนักพิมพ์ถูกบังคับให้แจ้งและขออนุญาตก่อนพิมพ์งานแปลหนังสือต่างประเทศ งานแปลจำพวกบันเทิงถูกจำกัด บางครั้งก็ถูกเซ็นเซอร์ตามคำสั่งรัฐบาล สำนักพิมพ์จำใจต้องเซ็นเซอร์ตัวเองก่อนตีพิมพ์หนังสือ เนื่องจากการห้ามจำหน่ายหลังตีพิมพ์อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมหาศาล จนอาจทำให้บริษัทล้มละลายได้

งานแปลชื่อ Americana เป็นหนังสือชุดสองเล่ม รวมงานประพันธ์ที่นักเขียนอิตาเลียนร่วมสมัยหลายท่านร่วมกันแปล ได้ถูกห้ามตีพิมพ์ถึงสองครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลอยากแสดงให้ว่าไม่ต้องการเป็นมิตรกับอเมริกา ไม่เว้นแม้แต่กับวรรณกรรม แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจอนุญาตให้ตีพิมพ์ กระนั้นก็ตามหลายส่วนของหนังสือเล่มนี้ถูกตัดออกให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐบาล

เห็นได้ชัดว่า ยุทธการรวมทั้งมาตรการลงโทษขั้นรุนแรงของมุสโสลินี มีจุดประสงค์เพื่อรวบอำนาจมาไว้กับรัฐบาล เชิดชูค่านิยมแบบฟาสซิสต์และแยกวัฒนธรรมอิตาเลียนให้พ้นอิทธิพลต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ชาวอิตาเลียนรู้สึกชื่นชอบวัฒนธรรมต่างชาติ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสร้างระบบเซนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ มาต่อต้านการรุกรานของวัฒนธรรมต่างชาติและจัดการอุตสาหกรรมการแปลได้

2. การแปลและการเซ็นเซอร์ในเยอรมนียุครัฐบาลนาซี
Translation and Censorship in Nazi Germany

ในรัฐบาลพรรคนาซีของอดอร์ฟ ฮิตเลอร์ นักแปลถูกมองว่าเป็นศัตรูของวัฒนธรรมประจำชาติ วารสารของรัฐบาลนาซีระบุว่าการแปลเป็นภัยต่อความจริงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมเยอรมัน อีกทั้งเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรมที่พรรคนาซีสร้างขึ้น รัฐบาลจึงสั่งให้ต่อต้านการคุกคามของต่างชาติด้วยการส่งเสริมวรรณกรรมนาซี ห้ามสิ่งพิมพ์ใดๆที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์นาซี ที่มุ่งเชิดชูจิตวิญญาณความเป็นเยอรมัน ด้านเชื้อชาติ ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ความเป็นผู้นำ แบบแผนความเป็นชาย/หญิง ความเป็นชนบทที่ตรงกันข้ามกับความเป็นเมืองซึ่งชั่วร้าย เป็นการปกป้องประชาชนเยอรมันจากอิทธิพลที่คุกคามจากต่างประเทศ

ช่วงทศวรรษที่ 1930 ยังไม่มีมาตรการควบคุมหนังสือและงานแปลอย่างเป็นกิจลักษณะ ทำให้ผลของการละเมิดเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ก่อให้เกิดความกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับสำนักพิมพ์ การเซ็นเซอร์ตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญในตอนนั้น เพราะสำนักพิมพ์ไม่อยากสูญเสียเงิน อันอาจเกิดการถูกสั่งห้ามจำหน่าย ภายหลังปี 1933 การควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแปล ได้บัญญัติเป็นกฎหมาย การเซนเซอร์ก่อนตีพิมพ์เป็นไปอย่างจริงจัง การเซนเซอร์ดำเนินการโดยกระทรวงโฆษณาการของ ดร. พอล โจเซฟ เกิบเบิล และองค์กรตำรวจลับเกสตาโป การกระทำนี้ยากที่จะรู้ได้ เนื่องจาก “ทำก่อนการจำหน่ายหนังสือและก่อนนำหนังสือเข้าห้องสมุด”

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง งานแปลทั้งหมดจากประเทศศัตรูถูกเซ็นเซอร์อย่างหนัก รัฐบาลสร้างภาพว่าวัฒนธรรมต่างชาติต่ำต้อยและเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรมประจำชาติ พรรคนาซีโฆษณาชวนเชื่อผ่านนิตยสารสายการเมืองของพรรคชื่อ Bucherkund ซึ่งตีพิมพ์รายเดือนตั้งแต่ปี 1934 ถึง 1944 มีการนำเสนอผลงานที่ “แนะนำ”และ”ไม่แนะนำ” ให้อ่าน ควบคู่กับบทวิจารณ์งานแปลซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ตลอดจนหัวข้ออื่นที่เกี่ยวกับวรรณกรรมร่วมสมัย ต่อมางานแปลทั้งสองภาษาถูกกำจัดออกไป คงเหลือเพียงงานแปลภาษาอื่นที่ ”เป็นมิตร”มากกว่า นอกจากนั้น งานแปลเป็นภาษาเยอรมันจะได้รับยกย่อง ถ้าแสดงความเป็นต่างชาติแต่เพียงน้อย และภาพลักษณ์วัฒนธรรมต่างชาติที่ถูกต้องต้องยึดตามที่พรรคนาซีกำหนดเท่านั้น

ตัวอย่างวรรณกรรมฝรั่งเศสและอังกฤษที่แปลเป็นภาษาเยอรมัน แต่ถูกสร้างภาพให้นำเสนอความต่ำต้อยในวัฒนธรรมต้นฉบับได้แก่ วรรณกรรมเรื่อง Minuit ของ Julien Green ในฉบับแปล มีการสร้างภาพชาวฝรั่งเศสให้เป็นคนจิตใจหยาบช้า ไม่ยึดถือหลักการใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้ วรรณกรรมเรื่อง "Autobiography of a Cad" ของ AG MacDonnell ได้ถูกนำมาแปลโดยสร้างภาพว่า ความจริงแล้ว ชาวอังกฤษเป็นพวกชนชั้นต่ำนิสัยชอบประจบประแจง
นอกจากจะควบคุมงานแปลแล้ว กิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการแปลและศิลปะก็ถูกเซ็นเซอร์และบิดเบือนด้วย ด้วยเหตุที่ชาวเยอรมันถือว่าการแสดงบนเวทีมักมีเรื่องการเมือง ศีลธรรมจรรยา รัฐบาลนาซีจึงตัดส่วนประกอบที่เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมต่างชาติ เป็นอันตรายต่อการละครของประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมของรัฐบาลนาซีจึงเล่นบทจอมเซ็นเซอร์ ใช้อำนาจจัดการกำกับควบคุมบทละครต่างประเทศ ก่อนการนำขึ้นแสดงบนเวที

ในเยอรมันยุคนาซี การแปลถูกมองว่าเลวร้าย มีอันตราย ทำให้วัฒนธรรมในฉบับแปลแปดเปื้อนด้วยความเป็นต่างชาติ ดังนั้น งานแปลที่เห็นว่าขัดกับหลักการของประเทศจึงถูกแก้ไขและเซ็นเซอร์ นักแปลถูกเนรเทศและฆ่าตาย ส่วนสำนักพิมพ์ที่ดื้อแพ่งก็มักพบจุดจบ

3. การแปลและการเซนเซอร์ในสเปนยุคนายพลฟรังโก
Translation and Censorship in Franco's Spain

การเซ็นเซอร์วัฒนธรรมจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก เพราะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบเผด็จการ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลของนายพลฟรังโก จะไม่สามารถควบคุมสังคมสเปนได้ เป้าหมายของนายพลฟรังโกคือรักษาอุดมการณ์การปกครองของตนเอง ขณะเดียวก็ต้องการแยกวัฒนสเปนออกจากอิทธิพลต่างชาติ มีหน่วยงานรัฐบาลสามหน่วยรับผิดชอบในเรื่องนี้

ผลงานศิลปะที่เห็นว่าเป็นภัยต่ออุดมการณ์ของรัฐ ขัดต่อศีลธรรมทางเพศ การเมือง ศาสนาและการใช้ภาษาจะถูกเซ็นเซอร์ ในกรณีของหนังสือ นอกจากจะต้องถูกรัฐบาลเซ็นเซอร์ก่อนตีพิมพ์แล้ว ก่อนหน้านั้นต้องผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ตัวเองของผู้แต่ง ผู้แปลและกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ผลงานที่เห็นว่ามีผลดีต่อสภาวะการทางการเมืองของสเปนเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาต เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเขียนสเปนหัวก้าวหน้าจึงต้องลี้ภัยเพราะปฏิเสธวิธีการของรัฐบาล

มีผลงานของผู้แต่งชาวต่างชาติเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์ได้ ผลงานของนักเขียนโด่งดังเหล่านั้นมีทั้งที่โดนแก้ไขงานหรือไม่ก็ถูกห้ามตีพิมพ์ กระทั่งมีผู้กล่าวไว้ว่า การแปลในสเปนหลังสงครามเป็นมากกว่าภารกิจด้านภาษา การแทรกแซงของรัฐบาลทำให้นักแปลแทบจะลืมทักษะการใช้ภาษาของตนเอง

ตัวอย่างวรรณกรรมสองชิ้นที่ถูกเซ็นเซอร์ภายใต้รัฐบาลฟรังโกได้แก่ เรื่อง Across into the Trees ของ Ernest Hemingway คำว่า “Franco” ถูกตัดออกจากวลี “General Fat-Ass Franco” ในฉบับแปลภาษาสเปน อีกเรื่องคือ The Spanish Earth ของ Hemmingway อีกเช่นกัน

ส่วนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสเปน การพากย์เสียงถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยม มีการบังคับ สร้างมาตรฐาน กำหนดลักษณะพึงประสงค์ให้ภาษาประจำชาติ ยกตัวอย่างเช่น เสียงต้นฉบับในภาพยนต์ถูกตัดออก ภาษาต่างประเทศถูกห้ามเด็ดขาด เพราะรัฐบาลนายพลฟรังโก ต้องการกำจัดอิทธิพลต่างชาติ และสร้างภาพว่าภาพยนตร์ต่างประเทศที่ผ่านการเซ็นเซอร์ถ่ายทำในสเปน โดยใช้มาตรฐานแบบสเปนของนายพลฟรังโก
ภาพยนตร์ตลกถูกกำหนดมาตรฐานความขำขัน ภาพยนตร์ตลกสองเรื่องที่ผลิตโดย Billy Wilder ชื่อ The Apartment และ Some Like It Hot ภาพยนต์ตลกทั้งสองประสบความสำเร็จอย่างสูงในอเมริกา แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ลักษณะตัวละครในภาพยนตร์นี้มีพฤติกรรมรักนอกสมรส มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องต้องห้ามและต้องถูกตัดออก มีมุขตลกจำนวนมากถูกตัดทิ้งหรือไม่ก็ถูกแก้ไขเพราะเห็นว่าขัดกับศีลธรรมหรือไม่ก็ไร้ศีลธรรม

สเปนในยุคนายพลฟรังโก มีนโยบายตั้งตัวเป็นศัตรูกับวัฒนธรรมต่างชาติเท่านั้น นั่นแปลว่า นโยบายของนายพลฟรังโก มุ่งเน้นการควบคุมวัฒนธรรมชาติอื่น มากกว่าสร้างวัฒนธรรมของตนเอง ระบบการเซ็นเซอร์มีลักษณะเข้มงวดและมีบทลงโทษรุนแรง เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าประเทศ แต่ในที่สุด มาตรการต่างๆของรัฐบาลนายพลฟรังโก ก็ถูกบีบให้คลายความเข้มงวดลง เปิดทางให้กับเสรีภาพในการแสดงออก อำนาจของการเซ็นเซอร์ในสเปนค่อยๆเสื่อมสลายไป พร้อมกับการฟื้นฟูผลงานศิลปะ
บทสรุป

การแปลไม่ว่าในรูปแบบไหน มักเป็นที่ปะทะสังสรรค์กันของอำนาจของคนหลายกลุ่ม และการปรับแก้บิดเบือนงานแปลก็ทำด้วยหลายเหตุผล ตั้งแต่อยากประหยัดเงินไปจนถึงความต้องการควบคุมพฤติกรรม ตั้งแต่ความต้องการให้ปฏิบัติตามแบบแผนดั้งเดิมไปจนถึงความต้องการสถาปนาอำนาจทางวัฒนธรรม เมื่อการแปลถูกกีดกันไม่ให้แสดงออกอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แต่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของความรุนแรง เช่นการเซ็นเซอร์ ผลสะเทือนทั้งในมิติทางวัฒนธรรมและศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่นำเสนอไปแล้วเป็นตัวอย่างของการแปลในสภาพสังคมที่คลั่งไคล้ลัทธิชาตินิยม ณ ที่นั้น การแปลถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม และการเซ็นเซอร์ก็เป็นวิธีแก้ไข ที่เชื่อว่าสามารถป้องกันการรุกรานและการปนเปื้อนของวัฒนธรรมต่างชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550

การสื่อสารทางการเมืองบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

งานชิ้นนี้แปลขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ "ใหมฟ้า" อาจารย์ประจำ วิทยาลัยนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เพื่อประกอบการเสนอผลงานทางวิชาการสาขารัฐศาสตร์
ในหัวข้อ การสื่อสารทางการเมืองบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ


Political Communication on the Internet in the Periods of Mass Demonstrations against the Thaksin Regime

Abstract

The purpose of this research has been three-fold. The first is to study styles of political communication and possible factors affecting popular usage of the internet as a means of political communication in the period of mass demonstrations against the Thaksin regime. The second is to study and analyze various political discourses presented on the internet in the period of mass demonstrations against the Thaksin regime. The third is to study and analyze the tendency regarding political communication, employed on the Internet.

The study found that, in the globalization era, the Internet has been playing a major role as a communicative tool highly potential for political involvement, evidently in the case of popular demonstrations against the former government of Thaksin Shinawatra. Civil groups, as well as engaged individuals, who were either for or against the premiere and his cabinet, used the Internet as their tool for communicating politically; for example, on websites, web boards, and blogs (equally known as web logs). During those moments, there were factors that potentially affected how the Internet was used in political communication. Firstly, Thailand’s mainstream media (e.g. television stations, radio broadcast studios and news publishers) were controlled by the government. As a result, the mainstream media had to broadcast what was likely to serve the interests of the government, leaving the unfavorable side omitted, or even unexamined, from publicity, with some on-air information supplied by the government and its supporters. Secondly, the Internet has become a growing trend of popular communication. And, thirdly, the alternative media were expanding with the ability to promote the rights and freedom of the public on the issues of politics. More importantly, besides being convenient, fast, and effective, the Internet is a tool compatible with political communication because it helps enhancing the two-way communication process essential toward democratic governance.

In addition to the Internet being considered a tool of political communication, it was found that the network system is also a special space, where the public are permitted to communicating politically, apart from a gathering on the street or in other strategic places. This aspect is evident in the case of popular demonstrations against the former government of Thaksin Shinawatra. In those moments, the Internet had been used as a medium intended for sharing various forms of information among its users; such as news, political points of view, on web boards which is a part of some websites. Highly diversified in content, the Internet is open for the public, regardless of political stances. Political communication, therefore, flourishes on the web boards, enabling public discourses to progress. There displayed discourses, like “the power over the constitution”, “political premiership”, and “protection of the King” (symbolized with the slogan, “we love the King” and the yellow shirt campaign)

In accordance with an analysis on public utilization of the Internet for political purposes, there is a tendency that the popular network system will still be leading its way in Thailand’s politics, as a sphere of political communication, an arena of public discourses in the new political movements and civil participation, and a strategic realm for government-sponsored services. It is important to note that the public usage of the Internet is growing in terms of quantity and quality. Whether this trend is able to continue, it depends on government policy and its application. To sum up, it is believed, perhaps, that the government’s legitimacy reflexes its proper management of the Internet.

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

กลอนของอ.ระวินทร์แต่งให้ "นักเรียนการแปล"


เกิดอยู่น่าน…ด้านหลังท่าวังผา
ยังจรมา พานพบประสบได้
บุพเพกต บุญญตา…ท่านว่าไว้
อุ้มสมให้ หล่นปุ…ลงสุรินทร์

ดุ๋ยช่างเก่ง ช่างกาจเกินมาตรฐาน
ชื่อ “ชำนาญ”ควรนิยม สมถวิล
สมควรก้าวยาวไกล ในธรณิน
สมควรบินเบิกฟ้า นภาดล

เป็นครูสมฐานะ สมดุล
นามสกุล “ยานะ” ฤาฉงน
ปลุกวิญญาณแนวคิด ให้ศิษย์ตน
เป็นยานยนต์ ขนส่งปรัชญา

ถึงวันจากกันไกล จำใจจาก
แม้นมิอยากให้ไป ไฉนหนา
ให้รู้สึกสับสน จนอุรา
ความก้าวหน้าเพรียกพร่ำ ต้องจำยอม

ขอให้สมประสงค์ จำนงแน่ว
ให้คลาดแคล้ว ผองภัยทั้งใหญ่ย่อม
บรรลุสิ่งจริงแท้ ใช่แปรปลอม
พบ-เพียบพร้อมผลเลิศ ประเสริฐ…เทอญฯ

……………………………
อาจารย์ระวินทร์ รอดวินิจ
ครูภาษาที่เชี่ยวชาญด้านกาพย์กลอน แห่งแผนกวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ให้เกียรติประพันธ์เป็นพิเศษ ก่อนข้าพเจ้าจะอำลาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ขอบกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง สำหรับกลอนแสนไพเราะกินใจบทนี้ และสำหรับความรักความเมตตาและมิตรภาพที่ร่วมสืบสานกันมาโดยตลอดระยะเวลาสามปีเต็ม

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

แมรี่กับอาการ alexithymia

งานแปลชิ้นที่ 2

เมื่อแมรี่บอกกับนักจิตวิเคราะห์ว่า เธอได้รับเพียงบาดเจ็บเล็กน้อยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเช้าวันนั้น นักจิตวิเคราะห์จึงตัดสินใจจัดสอนวิธีกระตุ้นความรู้สึกให้ทันที ถ้าเป็นผู้ป่วยอื่นๆ การจัดสอนกระตุ้นความรู้สึก อาจทำให้คนเราเกิดจินตนาการได้ต่างๆนา อยากระบายเรื่องที่เก็บไว้และอยากเล่าสิ่งที่คิดฝัน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับแมรี่ เมื่อได้รับการร้องขอให้อธิบายความรู้สึกเกี่ยวกับอุบัติเหตุ แมรี่นึกออกแค่สิ่งที่เกิดกับรถอีกคัน กับเหตุการณ์จริงที่ว่าคนขับรถคันนั้นเป็นผู้หญิง เธอกำลังมีอาการผิดปกติ ประเภทที่ทำให้นักจิตวิเคราะห์กังวลใจอย่างมาก อาการนี้เรียกว่า อเลกซิธิเมีย (alexithymia) ซึ่งแปลว่าแมรี่มีภาวะไร้อารมณ์ขั้นรุนแรง

อเลกซิธิเมีย (alexithymia) มาจากภาษากรีก แปลว่า“ไม่มีคำมาอธิบายความรู้สึก” ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่สามารถอธิบายความรู้สึกลึกๆในใจตนเองได้ คนเหล่านี้ประสบปัญหาเรื่องการบอกและอารมณ์ที่ตนเองมี และมักอธิบายเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตอย่างไร้ความรู้สึก มักตั้งใจเล่าแต่รายละเอียดที่ไม่น่าสนใจ ที่ปราศจากสีสันและจินตนาการ

ผู้ป่วยด้วยอาการไร้อารมณ์เหล่านี้มักเฉยชาและเก็บตัวเงียบ หลายคนเกิดความผิดปกติทางประสาทที่ส่งผลต่อร่างกายเช่น มีแผลตามร่างกายและมีอาการปวดหัวชนิดไมเกรน เนื่องจากคนไข้ไม่สามารถแสดงคิดแสดงความรู้สึก ทำให้เกิดความเครียดสะสม ก่อให้เกิดโรคผิดปกติทางประสาท ถ้าคุณทะเลาะกับเจ้านายและจินตนาการถึงตอนเผชิญหน้ากันหรือถึงขั้นลงไม้ลงมือ คุณยังรู้สึกตัวว่ามีอารมณ์โกรธ แต่ผู้ป่วยโรค อเลกซิธีเมีย (alexithymia) จะกลับบ้านพร้อมอาการปวดหัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกมีความสุขและไม่สามารถแสดงความรักความเห็นใจกับคนที่ตนเองรักได้

..........................

ฉลอง 60 ปี “ยูเอ็น” ภาคพื้นเอเชีย


ฉลอง 60 ปี “ยูเอ็น” ภาคพื้นเอเชีย เชิดชูเกียรติ อมาตยา เซน
UN’s 60th Anniversary in Asia; Amartya Sen Honoured

กรุงเทพ 29 มีนาคม (สำนักสารนิเทศสหประชาชาติ-สำนักข่าวไทย) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงสุนทรกถามีใจความว่า “ประชาชนคือความมั่งคั่งที่แท้จริงของชาติ” เนื่องในโอกาสงานฉลองการปฎิบัติงานของหน่วยงานสาขาแห่งองค์การสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียครบหกสิบปี ในงานนี้มีการยกย่อง อมาตยา เซน เจ้าของรางวัลโนเบล ที่ได้เสนอแนวคิดเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาของภูมิภาคนี้มาโดยตลอด

“เป้าหมายของการพัฒนาคือขยายทางเลือก ให้ประชนมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี” สมเด็จพระเทพฯ ตรัสเสริมว่า ศาสตราจารย์เซนและ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ได้ทำหน้าที่แตกต่างกันไปในงานพัฒนา

พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีแถลงว่า ประเทศไทยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเลือกเป็นที่ตั้งสำนักงานเอสแคป มากว่าหกสิบปี และประเทศไทยจะสนับสนุนระบบขององค์การสหประชาชาติและการทำงานในภูมิภาคเอเชียต่อไป

สมเด็จพระเทพฯ ทรงตรัสเน้นว่า เอสแคปได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอด้อยโอกาส โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย พระองค์ทรงชื่นชมเลขาธิการแห่งคณะกรรมาธิการฯคนใหม่ ที่เป็นผู้นำการดำเนินงานในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

พระองค์ทรงร่วมกับองค์การสหประชาชาติ เชิดชูเกียรติ อมาตยา เซน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้คิดหาหนทางพัฒนาและแก้ปัญหาอย่างท้าทายวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ดังคำกล่าวในงานเฉลิมฉลองของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติในครั้งนี้ ที่ว่า “ความคิดของอมาตยา เซน ท้าทายกระบวนทัศน์เศรษฐศาสตร์(กระแสหลัก)”

อมาตยา เซน แสดงปาฐกถานำในงานเฉลิมฉลองหกสิบปีการทำงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ในงานนี้ อมาตยา เซน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เข้ารับรางวัล Award for Life Achievement นับเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้จากคณะกรรมาธิการฯแห่งสหประชาชาติ

นายบัน คีมุน เลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาหกทศวรรษที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯแห่งสหประชาชาติได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อขจัดความกลัวและความขาดแคลน ทุกวันนี้ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งมีประชากรหกพันล้านคน เป็นขุมพลังให้กับเศรษฐกิจโลก

คณะกรรมาธิการฯแห่งสหประชาชาติ ได้เลือกประโยค “สร้างศตวรรษใหม่ให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเจริญรุ่งเรือง” เป็นคำขวัญ นายคิม ฮัก ซู เลขาธิการใหญ่ของเอสแคปแถลงว่า “มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรับใช้ประชาชนในภูมิภาคนี้ และจะทำงานกันให้เกิดสัมฤทธิผล ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์เช่นนี้ เราจะพยายามสุดความสามารถเพื่อสร้างศตวรรษใหม่ให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเจริญรุ่งเรือง”

เอสแคป ประกอบด้วยสมาชิกหกสิบสองประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 1947 เดิมมีชื่อว่า คณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อเอเชียและตะวันออกไกล (ECAFE) คณะกรรมการเศรษฐกิจฯได้ย้ายสำนักงานใหญ่จากกรุงเซี่ยงไฮ้ มาที่กรุงเทพมหานครในปี 1949

……………………………………..

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เมื่อสื่อไร้ความรับผิดชอบ : กรณี นิตยสาร Der Spiegel และสำนักข่าว DPA



Der Spiegel Apologizes, Retracts Story

about Walden Bello Inciting to Riot in Rostock

Focus on the Global South, Wednesday, 06 June 2007

...................................................

เดอ สปิเกล ออกมาขอโทษ

ยอมรับข่าววอลเดน เบลโล ปลุกระดม

ให้เกิดจราจลในกรุงรอสต๊อค เป็นเรื่องไม่จริง


Irresponsible journalism is alive and well in Germany.

During the rally of over 50,000 people against the G 8 in Rostock, the country's premier weekly, Der Spiegel, reported on its online edition that Focus on the Global South Executive Director Walden Bello was inciting participants to riot. The publication quoted Bello as saying "We have to bring war to this demonstration."

การข่าวที่ไร้ความรับผิดชอบยังมีอยู่และเจริญรุ่งเรืองดีในเยอรมัน

ระหว่างการชุมนุมประท้วงของประชาชนห้าหมื่นคน เพื่อต่อต้านการประชุมผู้นำประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำแปดประเทศหรือ จีแปด ที่กรุงรอสต๊อค นิตยสารรายสัปดาห์ชั้นนำของเยอรมันนี เดอ สปิเกล รายงานข่าวทางเวปไซต์ของตนว่า วอลเดน เบลโล ผู้อำนวยการโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (Focus on the Global South) ปลุกระดมผู้ชุมนุมให้ก่อความวุ่นวาย รายงานข่าวชิ้นนี้ระบุคำกล่าวของเบลโลที่ว่า “เราต้องทำให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นสงคราม”

Bello said no such thing in his wildly applauded speech. Representatives of ATTAC, one of the lead organizers of the demonstration, and many others immediately protested.

ความจริง ในปาฐกถาที่ได้รับการปรบมือชื่นชมอย่างท่วมท้นตอนนั้น เบลโลไม่ได้พูดประโยคนี้ ตัวแทนขององค์กร ATTAC ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรประสานงานหลักของการชุมนุมและผู้ชุมนุมอื่นๆจึงออกมาประท้วงเรื่องนี้ในทันที

When Der Spiegel’s editorial board were presented with a video of Bello speaking, they admitted their error but shifted the blame to DPA, the German Press Agency, which, they said, filed the story from which they took the wrong quote. According to the Spiegel apology carried online on June 4, “the correspondent from Der Spiegel in Rostock was in another site of the demonstration at the time Walden Bello was giving his speech and could not personally listen to his words.”

เมื่อมีการนำวิดีโอตอนที่เบลโลพูดมาให้กรรมการผู้บริหารของ เดอ สปิเกล ตรวจสอบ พวกเขาต่างยอมรับว่าตนเองผิด แต่ก็โยนความรับผิดชอบไปให้ DPA ซึ่งเป็นสำนักข่าวของเยอรมันนี โดยกล่าวว่าสำนักข่าวแห่งนี้ส่งเรื่องนี้มาให้ เป็นเหตุให้นิตยสารนำมาเสนออย่างไม่ถูกต้อง นิตยสาร เดอ สปิเกล นำเสนอคำขอโทษทางอินเตอร์เน็ตเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ระบุว่า “ผู้สื่อข่าวของ เดอ สปิเกล ในกรุงรอสต็อค อยู่ในที่ชุมนุมอีกที่หนึ่ง ตอนที่ วอลเดน เบลโล กำลังแสดงปาฐกถา จึงไม่ได้อยู่ฟังด้วยตนเอง

The same line from DPA was reproduced in hundreds of newspapers throughout Germany and Europe and contributed to the perception that violence had been deliberately fanned by organizers of the largely peaceful but spirited rally. It was only three days after the event that the main culprit, DPA, retracted the story and apologized to Bello and the organizers. In an item that went out on the wires on June 5, the agency said:

ประโยคที่สำนักข่าว DPA นำเสนอไม่ถูกต้องนี้ ได้รับการเผยแพร่ไปยังหนังสือพิมพ์นับหลายร้อยฉบับ ทั่วเยอรมันนี รวมถึงทวีปยุโรป ทำให้คิดกันไปทั่วว่าอาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นจากการปลุกระดมขององค์กรต่างที่จัดการชุมนุมแบบอหิงสาและเน้นความตั้งใจจริงเป็นหลัก สามวันหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สำนักข่าว DPA ตัวการสำคัญของเรื่อง ออกมายอมรับผิดและขอโทษ เบลโล และองค์กรที่จัดการชุมนุม ในรายงานข่าวที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน สำนักข่าว DPA กล่าวว่า

A call to war by one of the speakers at the demonstration in Rostock last Saturday did not take place. An investigation of the text of the speech showed that the intervention of Walden Bello had been wrongly translated and reported by the DPA. DPA regrets the flawed reporting and has apologized to the organizers.

ที่กรุงรอสต็อคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่มีการเรียกร้องให้ก่อสงครามจากผู้ที่ขึ้นกล่าวในการชุมนุมใดๆทั้งสิ้น จากการสืบสวนสอบสวนที่มาของคำพูดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การปาฐกถาของวอลเดน เบลโล เกิดจากการแปลและการรายงานข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าว DPA ทางสำนักข่าว DPA ก็ได้แสดงความเสียใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขออภัยองค์กรผู้จัดการชุมนุม

In its correspondent's report about the violence during the demonstration on June 2, DPA had quoted Bello wrongly as calling for ‘bringing war to the demonstration because with peaceful means we will achieve nothing.' Bello actually said in English: ‘We must bring the war into the discussion because without peace there can be no justice.' His demand was in connection with the conflicts in Iraq and Afghanistan. The German translation was ‘We need to bring the war into the discussion because without peace there can be no fight against poverty.'

จากรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวสำนักข่าว DPA เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน สำนักข่าว DPA อ้างคำพูดของ เบลโล อย่างผิดๆว่า “ต้องทำให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นสงคราม ถ้ามัวแต่ใช้วิธีอหิงสา เราจะไม่ได้อะไรเลย” ทั้งที่ เบลโล ได้กล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า เราต้องนำเรื่องสงครามเข้าไปเจรจาด้วย เพราะเมื่อไม่มีสันติ ก็จะไม่มีความยุติธรรม” เบลโล ต้องการให้จัดการเรื่องความขัดแย้งในอิรักและอาฟกานิสถาน แต่ฉบับแปลภาษาเยอรมันกลายเป็น “เราต้องนำสงครามเข้าไปเจรจาด้วย เพราะเมื่อไม่มีสันติ การต่อสู้กับความยากจนจะไม่มีวันเกิดขึ้น”

Although DPA apologized, the damage already had been done. Organizers of the G8 Alternative Summit have been very frustrated with the German press' focus on the images of disturbances at the margins of Saturday's largely peaceful rally and its lack of coverage of the issues relating to global justice that are being discussed in the week-long affair that is timed with the G8 meeting in Heiligendamm. There is, indeed, a lively debate on whether the wide transmission of the mistranslation of Bello's message was deliberate on the part of largely conservative German press eager to discredit the alternative summit.

แม้สำนักข่าว DPA จะออกมาขอโทษ แต่ก็ระงับความเสียหายไม่ได้แล้ว ผู้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำแปดประเทศรู้สึกสับสนกับสื่อเยอรมัน ที่มุ่งความสนใจไปที่ภาพความวุ่นวายโกลาหล ในการชุมนุมที่ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่กลับไม่ค่อยรายงานการประชุม ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความยุติธรรมให้กับโลก ซึ่งเป็นเรื่องนำมาอภิปรายกันยาวนานตลอดหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งอาจต่อเนื่องถึงการประชุม G8 ที่เมือง Heiligendamm มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างครึกครื้นเกี่ยวกับการแปลคำพูดของเบลโลอย่างผิดๆว่า เกิดจากฝีมือกลุ่มสื่อเยอรมันสายอนุรักษ์นิยม ซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของการชุมนุมทางเลือกสุดยอดในครั้งนี้ ใช่หรือไม่